ร้านเล็กในกรุงเทพ โปรโมทที่ไหนก่อนดี ฉบับไม่งง ไม่เสียเงินฟรี
ร้านเล็กในกรุงเทพควรเริ่มโปรโมทที่ไหนก่อน เรียงลำดับ Google Business Profile, LINE OA, Facebook, โฆษณา และอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมเช็กลิสต์ทำตามได้จริง
ทำไมร้านเล็กถึงมักโปรโมทผิดลำดับ
เจ้าของร้านส่วนใหญ่ในกรุงเทพเริ่มต้นการตลาดผิดที่ตั้งแต่ก้าวแรก คือกระโดดไปจ้างอินฟลูเอนเซอร์หรือยิงโฆษณาทันที ทั้งที่ยังไม่มีพื้นฐานให้ลูกค้าหาเจอด้วยซ้ำ ผลคือเสียเงินไปกับสิ่งที่ดูหวือหวาแต่วัดผลไม่ได้ แล้วก็กลับมาถามตัวเองว่าทำไมยอดขายไม่ขยับ
บทความนี้จะวางลำดับที่ควรทำก่อนหลัง โดยยึดหลักง่ายๆ คือ ทำของฟรีที่ได้ผลจริงให้ครบก่อน แล้วค่อยขยับไปทำของที่ต้องจ่ายเงิน เพราะถ้าฐานยังไม่แน่น จ่ายเงินไปเท่าไหร่ก็รั่วหมด
ขั้นที่ 1: Google Business Profile ต้องมาก่อนเสมอ
ถ้าร้านคุณมีหน้าร้านจริง หรือให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง Google Business Profile คือสิ่งแรกที่ต้องทำ เพราะมันคือจุดที่คนกำลัง 'ตั้งใจจะซื้อ' ค้นหาคุณ เช่น พิมพ์ 'ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวอารีย์' หรือ 'คลินิกทำฟันใกล้ฉัน' ถ้าคุณไม่อยู่ในนั้น เท่ากับหายไปจากสมการตั้งแต่ต้น ทั้งที่มันฟรี 100%
รายละเอียดการตั้งค่าให้ครบ เลือกหมวดหมู่ธุรกิจให้ถูก ใส่รูปจริง และตอบรีวิว เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะพอสมควร ถ้าอยากทำให้ถูกตั้งแต่แรกแบบไม่ต้องมาแก้ทีหลัง ควรอ่านแบบ step by step แยกต่างหาก
ขั้นที่ 2: LINE Official Account เพื่อเก็บลูกค้าไว้กับตัว
Google พาคนมาเจอคุณครั้งแรก แต่ LINE Official Account คือเครื่องมือที่ทำให้ลูกค้าคนนั้นกลับมาซื้อซ้ำ เพราะคนไทยแทบทุกคนใช้ LINE อยู่แล้ว การให้ลูกค้าเพิ่มเพื่อนตอนมาซื้อครั้งแรก แล้วส่งโปรโมชันหรือคูปองผ่านแชทกลับไปทีหลัง ต้นทุนต่ำกว่าการยิงโฆษณาใหม่เพื่อดึงลูกค้าคนเดิมกลับมามาก
หลายร้านมี LINE OA อยู่แล้วแต่ใช้แค่เป็นช่องแชทตอบคำถาม ทั้งที่จริงๆ มันทำได้มากกว่านั้น ทั้งรวยเมนู คูปอง และการส่งบรอดแคสต์ ถ้าคุณยังไม่ได้ใช้ฟีเจอร์พวกนี้ แปลว่ากำลังเสียโอกาสอยู่
ขั้นที่ 3: Facebook เพจหรือกลุ่ม เลือกให้ตรงเป้าหมาย
พอฐานลูกค้าเก่าเริ่มนิ่งแล้ว ค่อยขยับมาที่ Facebook เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและสร้างชุมชนรอบร้าน คำถามที่หลายคนงงคือควรทำเพจหรือกลุ่มดี คำตอบสั้นๆ คือมันตอบโจทย์คนละแบบ เพจเหมาะกับการสร้างแบรนด์และยิงโฆษณา ส่วนกลุ่มเหมาะกับการสร้างความผูกพันและให้ลูกค้าพูดคุยกันเอง
อย่าเพิ่งรีบเลือก เพราะร้านหลายแบบจำเป็นต้องใช้ทั้งสองอย่างคู่กันในจังหวะที่ต่างกัน ควรทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบก่อนตัดสินใจ
ขั้นที่ 4: โฆษณาแบบเสียเงิน เมื่อพร้อมจริงๆ เท่านั้น
โฆษณา Facebook หรือ Google Ads ควรเป็นขั้นที่สี่ ไม่ใช่ขั้นแรก เพราะโฆษณาทำหน้าที่แค่ 'เร่ง' สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เร็วขึ้น ถ้าหน้าโปรไฟล์ร้านยังไม่มีรูป รีวิวยังไม่มีคนตอบ หรือเพจยังไม่มีอะไรให้คนกดตามต่อ การยิงโฆษณาก็เหมือนเทน้ำใส่ถังที่รั่ว
งบโฆษณาก้อนแรกควรเล็กและใช้ทดสอบว่าข้อความไหน รูปไหน กลุ่มเป้าหมายไหนได้ผล แล้วค่อยเพิ่มงบให้กับสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเวิร์ก ไม่ใช่ทุ่มเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วลุ้นเอา
ขั้นที่ 5: การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ คือขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ทางลัด
การจ้างอินฟลูเอนเซอร์มักถูกมองว่าเป็นทางลัดที่จะทำให้ร้านดังข้ามคืน แต่ในความเป็นจริงมันคือขั้นตอนที่ควรทำหลังสุด เพราะถ้าร้านยังไม่มีระบบรองรับลูกค้าที่จะไหลเข้ามา เช่น หน้า Google ที่พร้อมให้คนค้นเจอ หรือ LINE OA ที่พร้อมเก็บลูกค้าไว้ คนที่มาเพราะอินฟลูเอนเซอร์ก็จะมาครั้งเดียวแล้วหายไป
และปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของขั้นนี้คือการจ่ายเงินให้อินฟลูเอนเซอร์ที่ยอดฟอลโลว์เยอะแต่ผู้ติดตามปลอมเกินครึ่ง ทำให้เอนเกจเมนต์จริงต่ำ ก่อนโอนเงินให้ใคร ลองใช้เครื่องมือเช็กฟอลโลว์เวอร์ปลอมฟรีของเราดูก่อน จะได้เห็น Truth Score และค่าเสียหายโดยประมาณถ้าจ่ายไปแบบไม่เช็ก
เช็กลิสต์สรุปก่อนเริ่มลงมือ
ไม่มีร้านไหนต้องทำทุกอย่างพร้อมกันในเดือนเดียว เลือกทำทีละขั้นตามลำดับนี้ ประหยัดทั้งเวลาและเงินกว่าการกระโดดข้ามขั้นไปเล่นของแพงตั้งแต่ต้น
- ตั้งค่า Google Business Profile ให้ครบ หมวดหมู่ถูก มีรูป ตอบรีวิว
- เปิด LINE Official Account และเริ่มชวนลูกค้าเก่าเพิ่มเพื่อน
- ตัดสินใจว่าธุรกิจคุณเหมาะกับ Facebook เพจ กลุ่ม หรือทั้งสองอย่าง
- ทดสอบโฆษณาก้อนเล็กก่อนทุ่มงบใหญ่
- ก่อนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ เช็กฟอลโลว์เวอร์ปลอมทุกครั้ง
กรอกยูสเซอร์ TikTok หรือ IG แล้วดู Truth Score ฟรีทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก
เช็คอินฟลูเอนเซอร์ฟรี →